เดิมทีแหล่งจ่ายไฟจะเป็นแบบ (Linear Power Supply)หม้อแปลงทำงานที่ 50Hz (50เฮิร์ต)เท่านั้น ซึ่งเป็นความถี่จากระบบไฟฟ้าบ้านเรา ดังนั้นหากต้องการใช้แหล่งจ่ายที่กำลังวัตต์สูง ๆ แหล่งจ่ายไฟก็จะต้องใช้ลวดทองแดงเบอร์ใหญ่ และจำนวนรอบของขกลวดก็ต้องมาก แกนก็ต้องใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างหม้อแปลง 50Hz สเปค 24V 10A (240W) เฉพาะหม้อแปลงน้ำหนักก็ประมาณ 1กิโลกรัมเข้าไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดค้นภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนัก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แหล่งจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง (Switched-Mode Power Supply หรือ SMPS) คือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงเข้ามาแทนที่และเริ่มใช้งานอย่าแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน ในวงจรสวิทชิ่ง (Switching Mode Power Supply - SMPS) คำว่า "High Frequency" หรือความถี่สูง คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แหล่งจ่ายไฟยุคใหม่มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูงกว่าหม้อแปลงแบบเดิม (Linear Power Supply) วงจรสวิทชิ่งจะทำงานในช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 kHz ไปจนถึงหลายร้อย kHz (หรือบางวงจรอาจสูงถึงระดับ MHz) ขณะที่หม้อแปลงเหล็กทั่วไปที่ทำงานที่ความถี่ไฟบ้านเพียง 50-60 Hz เท่านั้น
ในวงจรสวิทชิ่ง (Switching Power Supply) Pulse Generator หรือ Oscillator เปรียบเสมือน "หัวใจ" ที่คอยสร้างสัญญาณนาฬิกาเพื่อกำหนดจังหวะการทำงานของมอสเฟต (MOSFET) หรือทรานซิสเตอร์กำลัง ***ปัจจุบันพัฒนามาใช้เป็น IGBT หลักการทำงานพื้นฐานคือการเปลี่ยนแรงดันไฟตรง (DC) ให้กลายเป็นคลื่นสี่เหลี่ยม (Square Wave) เพื่อไปขับตัวเหนี่ยวนำหรือหม้อแปลงสวิทชิ่ง
รูปแบบของสัญญาณ (PWM vs PFM)
ในการสร้างพัลส์สำหรับวงจรสวิทชิ่ง มี 2 วิธีหลักที่นิยมใช้
PWM (Pulse Width Modulation) ความถี่คงที่ แต่เปลี่ยน "ความกว้าง" ของพัลส์ (Duty Cycle) เพื่อควบคุมพลังงาน
PFM (Pulse Frequency Modulation): ความกว้างพัลส์คงที่ แต่เปลี่ยน "ความถี่" แทน
อุปกรณ์ยอดนิยมในการสร้างพัลส์
หากแบ่งตามลักษณะการใช้งานในงานซ่อมหรือออกแบบ จะพบได้บ่อยๆ
>>> 𝗘𝘅𝗽𝗹𝗼𝗿𝗲 <<<
0 ความคิดเห็น